วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

                มารู้จักตลาดทางการเงินในประเทศไทยกันเถอะ



1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก
เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ
องค์ประกอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)
   1. ห้องค้าหลักทรัพย์
   2. นักลงทุน
   3. หลักทรัพย์จดทะเบียน ถ้าไม่ทำการทะเบียนและอยากขายหลักทรัพย์ให้นำไปขายที่ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์กรุงเทพฯ (OTC) จะเปิด 2 รอบ คือ เช้า 10.00-12.30 บ่าย 14.30-16.30
   4. บริษัทสมาชิก เป็นตัวกลางในการส่งคำสั่งซื้อขายและต้องจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์นั้นๆถึงจะส่งคำขอได้ในการซื้อขายของตลาดนั้นๆ



2.ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย เน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรมโดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลงเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด
   1. หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน
   2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุนที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
   3.ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant) เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ ตามราคาใช้สิทธิ จำนวนที่ให้ใช้สิทธิ (นิยมใช้เป็นอัตราส่วน) และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
   4.หน่วยลงทุน (UnitTrust) หลักทรัพย์ที่ออกขายโดยบริษัทจัดการลงทุนเพื่อระดมเงินเข้ากองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น แล้วจัดสรรเงินในกองทุนนั้นลงทุนในตลาดการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
   5.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ เอ็นวีดีอาร์ (Non - Voting Depositary Receipt : NVDR) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีสถานะเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ
   6.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR) เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดยบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เป็นหลักทรัพย์ที่ให้สิทธิอ้างอิงอาจเป็นได้ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ



3.บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ 
(Thailand Futures Exchange PCL -TFEX) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อ-ขาย สัญญาชื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาชื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 โดยเริ่มซื้อขายวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก สินค้าที่ซื้อขายใน TFEX ตามพรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พศ.2546 นั้น สินค้าที่สามารถซื้อขายใน บมจ.ตลาดอนุพันธ์ ได้คือ
   1. ฟิวเจอร์ (Futures)
   2. ออปชั่น (Option)
   3. ออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ ( Options on Futures)
ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่างๆ ได้แก่
   - อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
   - อ้างอิงตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย
   - อ้างอิงกับราคา หรือราคาอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน


4.ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange-BEX) เป็นการให้บริการระบบการซื้อขายตราสารหนี้ โดยใช้เทคโนโลยีทางอิเล็คทรอนิกส์ เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับผู้ค้าตราสารหนี้และผู้ลงทุน เกิดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตราสารหนี้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ข้อมูลที่โปร่งใสกว่าวิธีการซื้อขายแบบ OTC ซึ่งมักจะจำกัดอยู่เพียงผู้ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ ในวงจำกัดเท่านั้น ในการซื้อขายแบบ OTC นั้น ข้อมูลราคาซื้อขาย จะมีการเผยแพร่ที่ล่าช้า ไม่ใช่ระบบเรียลไทม์ ทำให้ราคาอาจ ไม่สะท้อนสภาพตลาดได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนั้นแล้ว การซื้อขายตราสารหนี้ผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX ยังลดความเสี่ยงใน เรื่องการผิดนัดของผู้ซื้อขายตราสารหนี้ เนื่องจาก ตลาดตราสารหนี้ BEX มีระบบการชำระราคาและส่งมอบ ระบบเดียวกับ การซื้อขายตราสารทุน ที่ดำเนินการโดย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ทำให้เกิดความมั่นใจในกระบวนการหลัง การซื้อขาย โดยที่รายการซื้อขายตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX จะถือได้ว่ามีความสมบูรณ์ และลดความเสี่ยงใน ด้านความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อขาย (Credit risk) ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำการซื้อขายตราสารหนี้เกิดความมั่นใจ



5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (Altering Risk to Opportunity-AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย


วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ระบบสารสนเทศในองค์กร

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบต่างๆ


ระบบสนับสนุนผู้บริหารระดับสูง (Executive Support System : ESS)
          เป็นระบบที่สร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนสารสนเทศและการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยในการวางแผนกลยุทธ์หรือแผนการดำเนินงานระยะยาวขององค์กร สามารถช่วยแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง Unstructured  ซึ่งจะเน้นทางด้านข่าวสารสำหรับผู้บริหารระดับสูง  และยังสามารถใช้ข้อมูลจากภายในและภายนอกได้ในการสร้างและประมวลผล  เหมาะกับการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้กับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ข้อดีของระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง
        1.ง่ายต่อผู้บริหารระดับสูงในการนใช้งาน
        2.การใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์
        3.ให้สารสนเทศสรุปของบริษัทในเวลาที่ต้องการ
        4.ทำให้สามารถเข้าใจสารสนเทศได้ดีขึ้น
        5.มีการกรองข้อมูลทำให้ประหยัดเวลา
        6.ทำให้ระบบสามารถติดตามสารสนเทศได้ดีขึ้น
ข้อเสียของระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร
        1.อาจทำให้ผู้บริหารจำนวนมากรู้สึกได้รับข้อมูลมากเกินไป
        2.ยากต่อการประเมิณผลประโยชน์ที่ได้จากระบบ
        3.ไม่สามารถทำการคำนวณที่ซับซ้อนได้
        4.ยากต่อการรักษาข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตอลดเวลา
        5.ก่อให้เกิดปัญหาการรักษาความลับของข้อมูล
 ตัวอย่างของระบบ ESS ในทางธุรกิจ   การเจาะลึกข้อมูลของผู้บริหารเกี่ยวกับผลกำไรขาดทุน  รายงานงบดุล และยอดขายทั้งแบบขายปลีก และขายส่ง  แยกประเภทตามภูมิภาค  ตามตัวแปรต้น อื่นๆ ได้ตามปรารถนา   การตรวจรายงานการควบคุมด้านการเงินและยอดบัญชี  ในแต่ละเดือน







Executive Support System (ESS)










ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS)
          ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หรือที่เรียกว่า DSS เป็นระบบสารสนเทศที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ โดยที่ระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลและแบบจำลองในการตัดสินใจที่สำคัญ เพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจในปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้าง อย่างไรก็ดีปกติ DSS จะไม่ทำการตัดสินใจแทนผู้บริหาร แต่จะนำเสนอข้อมูลที่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจ ในขณะที่ผู้บริหารจะต้องกระทำการตัดสินใจโดยใช้สติปัญญา เหตุผล ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ของตน

องค์ประกอบของ DSS


 
ตัวอย่างภาพจากระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แสดงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่แปรจากภาพถ่ายจากดาวเทียม แสดงเส้นทางคมนาคม ทางน้ำ ฯลฯ



ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System : MIS)    ระบบที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารที่ต้องการการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการช่วยงานแบบวันต่อวัน MIS จึงมีความสามารถในการคำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล ซึ่งมีความหมายต่อการจัดการและบริหารงานเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ระบบนี้ยังสามารถสร้างสารสนเทศที่ถูกต้องและทันสมัยอีกด้วย โดยทั่วไป MIS มักรวมระบบ

 คุณสมบัติของระบบ MIS
1.จะสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลรายวัน 
2.จะใช้ฐานข้อมูลที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน และสนับสนุนการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร
3.จะช่วยให้ผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เรียกใช้ข้อมูลที่เป็นโครงสร้างได้ตามเวลาที่ต้องการ
4.จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปของ องค์กร
5.ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และจำกัดการใช้งานของบุคคลเฉพาะ ผู้ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างของระบบ MIS ในทางธุรกิจ   
       

ระบบผู้ชำนาญการ (Knowledge Work System : KWS)
          เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าระบบงานสร้างความรู้ หรือ จัดการความรู้ เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรระดับวิชาชีพที่มีความรู้สูงและทักษะเฉพาะทาง (Knowledge Workers) เช่น วิศวกร แพทย์ นักกฎหมาย ทนาย นักวิทยาศาสตร์ ที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้นและใช้เป็นฐานรองรับการจัดการความรู้ (knowledge-based system) และอาจนำเทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)   มาประยุกต์ใช้ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ การจัดหมวดหมู่และบูรณาการความรู้ใหม่เข้าไปในองค์การ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น

ระบบสำนักงาน (Office System)
         กระบวนการในการนำเอาระบบการสื่อสารข้อมูล  ที่ทันสมัยแบบเครือข่าย เข้ามาช่วยในงานสำนักงาน เพื่อที่จะให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมี  ประสิทธิภาพ ด้วยการบันทึกข้อมูลข่าวสารและสื่อไปยังผู้ต้องการใช้ได้ในทันที”
วัตถุประสงค์ของการจัดสำนักงานอัตโนมัติ
                การจัดสำนักงานอัตโนมัติมีจุดประสงค์เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในการรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์หาวิธีแก้ปัญหาและเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้ต้องการทราบ ดังนั้น การจัดสำนักงานอัตโนมัติจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ
  •  ต้องการที่จะค้นหาความสะดวกในการปฏิบัติงานในสำนักงาน
  • ต้องการที่จะใช้สารสนเทศอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องการลดปริมาณงานด้านเอกสารในสำนักงาน
  • ต้องการที่จะขยายงานให้กว้างขวางออกไป
ระบบประมวลผลรายการธุรกรรมข้อมูล (Transaction Processing System : : TPS)
          ระบบการประมวลผล มักเป็นการประมวลผลแบบวันต่อวัน เช่น การรับ-จ่ายบิล ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ระบบการรับ-จ่ายสินค้า เป็นต้น ใช้งานในระดับผู้ปฏิบัติการ ระบบนี้เป็นระบบสารสนเทศลำดับแรกที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์

                ผู้บริหารมีความต้องการระบบ TPS สำหรับตรวจสอบกระบวนการทำงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในองค์กร และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก
 ลักษณะเด่น  ของ TPS คือ การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งที่องค์กรจะได้รับเมื่อใช้ระบบนี้ คือ
  • ลดจำนวนพนักงาน
  • องค์กรจะมีการบริการที่สะดวกรวดเร็ว
  • ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
 



 

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการจัดการทางการเงิน


ระบบสารสนเทศทางด้านการเงิน
ระบบสารสนเทศทางการเงิน (financial Information system) ระบบการเงินจะเกี่ยวกับสภาพคล่อง (Liquidity)ในการดำเนินงาน เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสดหมุนเวียน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุน อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทั้งโดยตรงและทางอ้อม โดยที่การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญ  3 ประการ ดังต่อไปนี้
1. การพยากรณ์ (forecast) การศึกษา วิเคราะห์ การคาดการณ์ การกำหนดทางเลือก และการวางแผนทางด้านการเงินของธุรกิจ เพื่อใช้ทรัพยากรทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนักการเงินสามารถใช้หลักการทางสถิติและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์
2. การจัดการด้านการเงิน (financial management) เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นรายรับและรายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะ เพิ่มทุนขององค์การ โดยวิธีการทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การออกหุ้นหรือตราสารทางการเงินอื่น เป็นต้น
3. การควบคุมทางการเงิน (financial control) เพื่อติดตามผล ตรวจสอบ และประเมินความเหมาะสมในการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ ตลอดจนวางแนวทางแก้ไขหรือปรับปรุงให้การดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจมีประสิทธิภาพ โดยที่การตรวจสอบและการควบคุมการทางการเงินของธุรกิจ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
1.              การควบคุมภายใน (internal control)
2.             การควบคุมภายนอก (external control)
ส่วนที่นำเข้าไปในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการด้านการเงิน ได้แก่  
          1. แผนเชิงกลยุทธ์และนโยบายของบริษัท ในแผนกลยุทธ์จะประกอบด้วย วัตถุประสงค์ด้านการเงินของบริษัท เช่น เป้าหมายของผลกำไรที่ต้องการ, อัตราส่วนของหนี้สินและเงินกู้, ค่าคาดหวังของผลตอบแทนที่ต้องการ เป็นต้น
          2. ระบบประมวลผลรายการ สารสนเทศด้านการเงินที่สำคัญจะมาจากโปรแกรมการประมวลผลรายการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเงินเดือน, โปรแกรมควบคุมสินค้าคงคลัง, โปรแกรมสั่งซื้อสินค้า, โปรแกรมบัญชีรายรับ-รายจ่าย, และโปรแกรมใบสั่งซื้อ ทั่วไป โดยข้อมูลที่ได้จากโปรแกรมเหล่านี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนรวม, เงินลงทุนในคลังสินค้า, ยอดขายรวม, ปริมาณเงินที่จ่ายให้กับแหล่งผลิตสินค้า, ปริมาณหนี้รวมของลูกค้าที่มีต่อบริษัทและรายละเอียดข้อมูลบัญชีต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปสร้างเป็น   รายงานด้านการเงิน เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป
          3. แหล่งข้อมูลภายนอก ได้แก่ สารสนเทศเกี่ยวกับคู่แข่งขัน อาจได้มาจากรายงานประจำปีของบริษัทคู่แข่ง, หนังสือพิมพ์, สื่อต่าง ๆ เช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงสารสนเทศเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศหรือของโลก เช่น สภาวะเงินเฟ้อ, อัตราภาษี เป็นต้น
 
ตัวอย่างระบบสารสนเทศทางการเงิน
 การจัดการเงินสดและหลักทรัพย์ (cash/credit/investment management)
                  - ข้อมูลเงินสดรับและออก   
                  - ใช้สำหรับการลงทุนกับเงินทุนส่วนเกิน
                  - มีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์การเก็บเงินสด software
 งบประมาณการลงทุน (capital budgeting) 
                  - การวิเคราะห์ การลงทุนโรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ ความเสี่ยง   
 การวางแผนการเงิน (financial planning)
                  - ประเมินสมรรถนะทางการเงินของธุรกิจ ในปัจจุบันและที่คาดการณ์  
                  - วิเคราะห์ทางเลือกทางการเงินของกิจการ 

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานการเงิน
  

สถาบันการเงินต่างๆ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของเครื่องถอนเงินโดยอัตโนมัติ หรือ ATMเพื่ออำนวยความสะดวกในการฝาก ถอนเงิน และได้นำคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยในการทำงานประจำวันของธนาคาร ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลของธนาคารเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว เชื่อมโยงกับสาขาอื่น หรือสำนักงานใหญ่ได้


ระบบเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) หรือระบบถอนเงิน หรือฝากเงินของธนาคารโดยอัตโนมัติ เป็นระบบที่อำนวยความสะดวกสบายอย่างมากให้แก่ผู้ใช้บริการธนาคาร และเป็นตัวอย่างเทคโนโลยีระบบสารสนเทศที่ได้รับการนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันทางธุรกิจ