มารู้จักตลาดทางการเงินในประเทศไทยกันเถอะ
1.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand - SET) เป็นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก
เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ มี 2 ช่วงคือ ช่วงเช้า 10.00น. - 12.30น. ช่วงบ่าย 14.30น. - 16.30น. และหยุดตามวันหยุดของทางราชการ
องค์ประกอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)
1. ห้องค้าหลักทรัพย์
2. นักลงทุน
3. หลักทรัพย์จดทะเบียน ถ้าไม่ทำการทะเบียนและอยากขายหลักทรัพย์ให้นำไปขายที่ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์กรุงเทพฯ (OTC) จะเปิด 2 รอบ คือ เช้า 10.00-12.30 บ่าย 14.30-16.30
4. บริษัทสมาชิก เป็นตัวกลางในการส่งคำสั่งซื้อขายและต้องจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์นั้นๆถึงจะส่งคำขอได้ในการซื้อขายของตลาดนั้นๆ
ประเภทของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด
1. หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน
2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุนที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
3.ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant) เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหลักทรัพย์ที่ใบสำคัญแสดงสิทธินั้นอ้างอิงอยู่ ตามราคาใช้สิทธิ จำนวนที่ให้ใช้สิทธิ (นิยมใช้เป็นอัตราส่วน) และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
4.หน่วยลงทุน (UnitTrust) หลักทรัพย์ที่ออกขายโดยบริษัทจัดการลงทุนเพื่อระดมเงินเข้ากองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้น แล้วจัดสรรเงินในกองทุนนั้นลงทุนในตลาดการเงินตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
5.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ เอ็นวีดีอาร์ (Non - Voting Depositary Receipt : NVDR) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีสถานะเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ
6.ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง (Depository Receipt : DR) เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดยบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เป็นหลักทรัพย์ที่ให้สิทธิอ้างอิงอาจเป็นได้ทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ
3.บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ
(Thailand Futures Exchange PCL -TFEX) เป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อ-ขาย สัญญาชื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาชื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 โดยเริ่มซื้อขายวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก สินค้าที่ซื้อขายใน TFEX ตามพรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พศ.2546 นั้น สินค้าที่สามารถซื้อขายใน บมจ.ตลาดอนุพันธ์ ได้คือ
1. ฟิวเจอร์ (Futures)
2. ออปชั่น (Option)
3. ออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ ( Options on Futures)
ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่างๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคา หรือราคาอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน
4.ตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange-BEX) เป็นการให้บริการระบบการซื้อขายตราสารหนี้ โดยใช้เทคโนโลยีทางอิเล็คทรอนิกส์ เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับผู้ค้าตราสารหนี้และผู้ลงทุน เกิดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตราสารหนี้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ข้อมูลที่โปร่งใสกว่าวิธีการซื้อขายแบบ OTC ซึ่งมักจะจำกัดอยู่เพียงผู้ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ ในวงจำกัดเท่านั้น ในการซื้อขายแบบ OTC นั้น ข้อมูลราคาซื้อขาย จะมีการเผยแพร่ที่ล่าช้า ไม่ใช่ระบบเรียลไทม์ ทำให้ราคาอาจ ไม่สะท้อนสภาพตลาดได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนั้นแล้ว การซื้อขายตราสารหนี้ผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX ยังลดความเสี่ยงใน เรื่องการผิดนัดของผู้ซื้อขายตราสารหนี้ เนื่องจาก ตลาดตราสารหนี้ BEX มีระบบการชำระราคาและส่งมอบ ระบบเดียวกับ การซื้อขายตราสารทุน ที่ดำเนินการโดย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ทำให้เกิดความมั่นใจในกระบวนการหลัง การซื้อขาย โดยที่รายการซื้อขายตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นผ่านตลาดตราสารหนี้ BEX จะถือได้ว่ามีความสมบูรณ์ และลดความเสี่ยงใน ด้านความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อขาย (Credit risk) ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำการซื้อขายตราสารหนี้เกิดความมั่นใจ
5.ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (Altering Risk to Opportunity-AFET) เป็นศูนย์กลางในการซื้อขาย Futures ที่อ้างอิงมูลค่าจากราคาสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ได้แก่ ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้ว การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านสินค้าเกษตรในตลาด AFET ยังเป็นเพียงช่องทางเดียวที่นักลงทุนในประเทศจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ Commodities ได้ โดยไม่ต้องทำธุรกิจค้าขายในสินค้านั้นๆ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายสินค้าเกษตรก็สามารถเข้ามาใช้ Futures เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้านั้นๆ ได้อีกด้วย




